. สวัสดีค่ะวันนี้หากท่านรู้สึกเสียใจ เจ็บปวดจากรักไม่สมหวัง ไม่มีกำลังใจรู้สึกท้อแท้ไม่มีแรงที่จะทำอะไร รู้สู้หดหู่แล้วล่ะก้อ เรามีวิธีทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้นและพร้อมที่จะก้าวต่อไป และหายจากอาการอกหักค่ะ วิธีต่างๆเหล้านี้ผู้เขียนรวบรวมมาจาก ประสบการณ์จริงสาวๆหลายๆท่านที่เคยผ่านปะสบการณ์การอกหัก รักไม่สมหวัง เรามาเริ่มกันเลยค่ะ
1. การยอมรับความจริง ว่าเค้าไม่รักเราแล้วเพราะคนรักกันจะไม่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดและเสียใจ ให้เรายอมรับความรู้สึกเจ็บปวดให้ได้กล้าที่จะยอมรับว่ามันคือเรื่องจริง ... และ เราไม่มีทางขอให้คนที่ไม่รักเรากลับมา ดังนั้นให้เรา รักและเห็นค่าของตัวเอง และ"เวลา" มันช่วยให้ทุกข์ของเราเบาบางลง
2. นึกถึงข้อเสียของเขาอ่ะค่ะ เข้าใจว่าตอนที่เลิกใหม่ๆ ใจมันดื้ออ่ะ
มันคิดแต่ว่าเค้าวิเศษ เค้าดี เค้าเลิศ เค้าถูกใจเราซะหมด ถ้าเราขาดเค้า
เราจะมีชีวิตได้อย่างไร แต่ความจริงไม่ใช่ เค้าก็เหมือนกับคนอื่นๆแหละ
ยังมีคนดีกว่าเค้ามากมายก่ายกอง นึกถึงข้อเสียมากๆ อย่าไปนึกถึงเรื่องดีๆ มันยิ่งปวดใจ
เวลาปวดใจ ก็ถอยมามองความรุ้สึกตัวเอง มันจะเจ็บจิ๊ดๆ ให้แค่รู้สึกนะคะว่า
อ่อ มันเจ็บแบบนี้ อย่าปรุ่งแต่งเพิ่ม เด่วสักพัก ใจมันจะชิน ของมันเองเป็นอัตโนมัติ
3. ลบเบอร์ ลบเฟส ลบทุกอย่างทิ้้ง
4. ถ้าเสียใจก็ร้องไห้ อย่าพยายามกลั้น เเต่ชีวิตต้องเดินหน้านะคะจำไว้
เป็นกำลังใจให้ค่ะ เราเคยใช้วิธีเปิดเพลงตรงกับชีวิตสุดๆ ไปหนึ่งัวน
ร้องไห้ให้ระบายทุกอย่างค่ะ
5. เราเขียนไว้บนหัวเตียงว่า 'เราไม่โง่โว้ยย' เเหะๆ
ตื่นมาจะได้เจอเเละเตือนสติค่ะ เเละเราบอกให้เพื่อนเราคอยขัดขวาง
ถ้าเราคิดจะกลับหรือไปง้อ เเต่เราก้ไม่เ้คยง้อค่ะ
6. เวลาช่วยได้นะคะ เราไม่เคยคิดว่าเวลาจะช่วยได้ เเต่จริงๆเเล้วมันคือตัวเเปรสำคัญเลย
7.หากิจกรรมต่างๆทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เข้าชมรมต่าง จะได้เจอสังคมใหม่ๆ อาการจะดีขึ้นค่ะ
8.เข้าวัดทำบุญ ปฏิบัติธรรม สวดมต์แผ่เมตตา ให้คนที่ทำไม่ดีกับเราไว้ค่ะ และขอพรให้เราเจอคนที่ดีกว่า
เเละข้อสำคัญคือ เราถือคติว่า...เราจะไม่ง้อคนที่ทำให้เราเสียใจค่ะ
พ่อเเม่เลี้ยงเรามาอย่างดี เราไม่อยากทนอยู่กับผู้ชายเเย่ๆ
เเล้วพ่อเเม่เราจะมานั่งเสียใจด้วยค่ะ
ยังไง ผู้เขียนก็ขอให้กำลังใจสำหรับสาวๆที่อกหักลองทำตามที่บอกนะคะ ขอให้ผ่านเรื่องร้ายๆไปได้เร็วๆ นะคะ แต่ขอให้จำไว้ว่า ยังไงซะการอกหัก ก็ดีกว่าการที่เรารักใครไม่เป็นนะคะ......
Kirana P,
everything ที่ผู้หญิงต้องรู้
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557
ข้อดี VS ข้อเสียของการมีแฟนฝรั่ง....
ข้อดี และ ข้อเสียของการมีแฟนฝรั่ง....
เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคนที่ประสบปัญหาอกหัก รักคุด เลิกกับแฟนชาวไทยที่ ไม่ว่าจะด้วยนิสัย ทัศนคติ ที่ไปด้วยกันไม่ได้ จะมีแฟนอีกก็กลัวจะซํ้ารอยเดิม จนเข็ดไม่อยากมีแฟนเป็นไทยอีก อยากมีแฟนชาวต่างชาติกับเขามั่ง วันนี้ blog ของเราจะมานำเสนอข้อดี ข้อเสีย ของการมีแฟนฝรั่งมาให้สาวๆ ฟังกันค่ะ
ข้อดี
1. ได้ภาษา แต่หมายความว่าต้องไปเข้ากลุ่มกับคนต่างชาติ ถ้าจับกลุ่มกับคนไทยด้วยกันก็คงไม่ได้ข้อนี้
2. ด้วยกฏระเบียบต่างๆที่เข้มงวดและแตกต่างจากบ้านเรา ทำให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น
3. หากแต่งงานและได้เป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆแล้ว มักจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว เช่น health care, education fund, retirement fund
4. รายได้จากการทำงานต่างประเทศมากกว่าทำงานที่เมืองไทย ถ้ากินใช้แต่พอดีก็มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ
5. เปิดโลกทัศให้ตัวเอง จากการเรียนรู้วัฒนธรรมของบ้านเมืองเค้าผ่านเทศกาลต่างๆ การไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆก็ได้เปิดหูเปิดตาไปในตัว
ข้อเสีย
1. อาหารการกินไม่ถูกปาก หากอยู่เมืองที่ไม่ค่อยมีคนเอเชียอยู่ก็หาเครื่องปรุงไทยๆยาก
2. หากภาษาไม่ค่อยดีจะหางานทำยาก
3. ค่าครอบชีพสูง หมายถึง ค่ากิน ค่าน้ำ/ไฟ ค่าเดินทาง ค่าสังสรรค์ต่างๆ แพงกว่าบ้านเรามาก ดังนั้นต้องวางแผนการใช้จ่ายดีๆ
4. ถ้าไปอยู่ประเทศที่ฤดูหนาวมีหิมะตก เช่น แคนาดา การเดินทางก็ไม่สะดวก การแต่งกายก็อึดอัด ไม่สบายตัวแบบบ้านเรา
5. ไม่ได้อยู่ใกล้ๆพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ทำให้เกิดอาการคิดถึงบ้าน เหงา และอาจเป็นโรคซึมเศร้า
เป็นไงกันบ้างคะ ลองดูนะคะ เมื่อแฟนชาวไทย น่าเบื่อ ลอง ฝรั่งก็ดีนะคะ^_^แต่ไม่ว่าจะชาติไหน ขอให้เป็นคนดี ก็โอเคทั้งนั้นล่ะค่ะ ....ว่ามะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Tuna Face log in เว็บพันทิป ดอทคอม
เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคนที่ประสบปัญหาอกหัก รักคุด เลิกกับแฟนชาวไทยที่ ไม่ว่าจะด้วยนิสัย ทัศนคติ ที่ไปด้วยกันไม่ได้ จะมีแฟนอีกก็กลัวจะซํ้ารอยเดิม จนเข็ดไม่อยากมีแฟนเป็นไทยอีก อยากมีแฟนชาวต่างชาติกับเขามั่ง วันนี้ blog ของเราจะมานำเสนอข้อดี ข้อเสีย ของการมีแฟนฝรั่งมาให้สาวๆ ฟังกันค่ะ
ข้อดี
1. ได้ภาษา แต่หมายความว่าต้องไปเข้ากลุ่มกับคนต่างชาติ ถ้าจับกลุ่มกับคนไทยด้วยกันก็คงไม่ได้ข้อนี้
2. ด้วยกฏระเบียบต่างๆที่เข้มงวดและแตกต่างจากบ้านเรา ทำให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น
3. หากแต่งงานและได้เป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆแล้ว มักจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว เช่น health care, education fund, retirement fund
4. รายได้จากการทำงานต่างประเทศมากกว่าทำงานที่เมืองไทย ถ้ากินใช้แต่พอดีก็มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ
5. เปิดโลกทัศให้ตัวเอง จากการเรียนรู้วัฒนธรรมของบ้านเมืองเค้าผ่านเทศกาลต่างๆ การไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆก็ได้เปิดหูเปิดตาไปในตัว
ข้อเสีย
1. อาหารการกินไม่ถูกปาก หากอยู่เมืองที่ไม่ค่อยมีคนเอเชียอยู่ก็หาเครื่องปรุงไทยๆยาก
2. หากภาษาไม่ค่อยดีจะหางานทำยาก
3. ค่าครอบชีพสูง หมายถึง ค่ากิน ค่าน้ำ/ไฟ ค่าเดินทาง ค่าสังสรรค์ต่างๆ แพงกว่าบ้านเรามาก ดังนั้นต้องวางแผนการใช้จ่ายดีๆ
4. ถ้าไปอยู่ประเทศที่ฤดูหนาวมีหิมะตก เช่น แคนาดา การเดินทางก็ไม่สะดวก การแต่งกายก็อึดอัด ไม่สบายตัวแบบบ้านเรา
5. ไม่ได้อยู่ใกล้ๆพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ทำให้เกิดอาการคิดถึงบ้าน เหงา และอาจเป็นโรคซึมเศร้า
เป็นไงกันบ้างคะ ลองดูนะคะ เมื่อแฟนชาวไทย น่าเบื่อ ลอง ฝรั่งก็ดีนะคะ^_^แต่ไม่ว่าจะชาติไหน ขอให้เป็นคนดี ก็โอเคทั้งนั้นล่ะค่ะ ....ว่ามะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Tuna Face log in เว็บพันทิป ดอทคอม
วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557
เสริมจมูกดีหรือไม่
จมูกที่สวยงามเป็นสิ่งที่ใครๆก็ใฝ่ฝันหาไม่ว่าจะหญิงหรือชาย หากมีจมูกที่สวยงามได้สัดส่วนแล้ว ย่อมทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น จึงทำให้ในยุคนี้ใครๆก็ต่างเสริมจมูกกัน
ในอันดับแรกก่อนที่เราจะทำการเสริมจมูกนั้นเราต้องรู้ถึง ปัญหาของจมูกของท่านก่อนว่ามีปัญหาเป็นอย่างไร จมูกเบี้ยว ดั้งไม่มี ใหญ่ไป เล็กไป ปลายไม่สวย และที่สำคัญที่สุดคือ ท่านต้องการแบบไหน เพราะทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของท่านเป็นหลักเราเพียงเป็นคนทำให้ ท่านสวยอย่างที่ท่านต้องการ โดยปกติจมูกคนเราจะแบ่งได้ออกมาเป็น 3 ส่วน ใน ส่วนแรกคือ ดั้ง ในส่วนของดั้งนั้นคนไทยส่วนมากไม่ค่อยมีดั้งจึงทำให้เกิดการเสริมดั้งมากกว่า ตำแหน่งอื่นๆ ส่วนที่สอง คือบริเวณก่อนถึงปลายจมูก บางคนมีเนื้อตรงส่วนนั้นเยอะทำให้จมูกดูไม่เป็นมิติ ไม่สวยงามก็ต้องทำการตัดปีกจมูกออกแต่งให้เข้ารูปให้ดูเป็นมิติมากยิ่งขึ้น เพิ่มความสวยงามให้กับจมูก ส่วนที่สาม คือปลายจมูก ในส่วนนี้ก็ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน จะเห็นดารา นักแสดงต่างๆ นิยมไปแต่งปลายจมูกทรงหยดน้ำ เป็นทรงยอดฮิตที่ใครๆก็อยากจะทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูที่ความต้องการของท่านเป็นหลักว่าอยากจะทำส่วน ไหนหรือต้องการเสริมจมูกปรับแต่งทั้งหมดก็ทำได้
วิธีการเสริมจมูกในปัจจุบันมี 2วิธีคือ
1. การใช้ซิลิโคนในการเสริมจมูก
ข้อดี : สามารถนำไปใช้ได้เลย
ข้อเสีย : อาจจะมีรูปทรงที่ไม่เหมาะกับคนไข้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ในบ้านเรา รูปทรงอาจจะดูแข็งไป และไม่เข้ากับรูปจมูกดั้งเดิมของคนไข้ ซึ่งถ้าทำไปแล้วจะแก้ไขให้มันสวยก็จะเป็นเรื่องยากขึ้น
ข้อดี : แบบนี้จะเหมาะกับคนไทยมากกว่าเพราะคนไทยมักจะไม่ได้มีทรงเดียวกันหมด และทั้งสามส่วนของจมูกที่กล่าวไปนั้น ส่วนปลายจมูกจะเป็นส่วนที่ยากที่สุด
ข้อเสีย : จำเป็นต้องใช้ความชำนาญของแพทย์ในการเหลาเพื่อให้ได้รูปตามต้องการ แล้วสามารถทำพื้นที่ให้ซิลิโคนอยู่ได้อย่างเหมาะสม แพทย์ต้องตรวจดูว่าควรจะเพิ่มจุดไหน เพราะบางคนผิวบาง บางคนผิวหนา
สำหรับการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนนั้นแพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งมีสองวิธี แบบแรกคือซ่อนแผลไว้ข้างใน ซึ่งการซ่อมแผลข้อดีคือไม่เห็นแผล แต่ต้องให้แพทย์ที่ชำนาญในการเหลาให้ขึ้นรูป ถ้าไม่มีประสบการณ์ก็มีโอกาสเอียงได้สูง ส่วนอีกวิธีคือแบบเปิด โดยแพทย์จะเปิดบริเวณตรงฐานของปลายจมูกที่มาต่อกับตรงปาก จะมีแผลอยู่ข้างนอก หากเป็นคนที่เป็นแผลเป็นง่ายวิธีนี้จะไม่เหมาะนัก แต่ข้อดีคือการเปิดแผลนั้นจะค่อนข้างเห็นชัด จัดวางได้แน่นอนกว่า
ข้อดี : ซื้อมาและทำการฉีดได้เลย ไม่ต้องเอาส่วนของร่างกายเรามาใช้ในการฉีด ไม่ต้องเจ็บตัวที่ต้องดูดไขมัน
ข้อเสีย : อยู่ได้แค่ 4-6 เดือนก็จะสลายไป แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ แพทย์จะต้องฉีดเป็น และต้องระวังให้มากเพราะในปัจจุบันจะมีข่าวเรื่องภาวะแทรกซ้อนของการฉีดพวก นี้เกิดขึ้นในแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์หรือฉีดไม่เป็น และภาวะแทรกซ้อนบางอย่างนั้นไม่สามารถแก้ได้
ข้อดี : ถ้า 6 เดือนไปแล้วไขมันที่ฉีดเข้าไปเหลืออยู่แค่ไหนก็จะสามารถอยู่ยาวไปได้ตลอด ไม่ต้องดูดซ้ำ และไม่ไหล อยู่ตัวไปตลอด
ข้อเสีย : คนไข้จะเจ็บตัวอีกจุดหนึ่ง และอีกจุดหนึ่งคือตอนฉีดจมูก ซึ่งไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้นจะอยู่หรือไม่ค่อนข้างบอกได้ยาก ส่วนใหญ่ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะค่อย ๆ ยุบตัวหรือฟ่อตัวลงในช่วง 6 เดือนแรก บางคนอาจจะเหลือ 50 % บางคนเหลือ 70 % บางคนอาจจะเหลือแค่ 20 % ก็มี หรือบางคนไม่เหลือเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์เองก็ไม่สามารถบอกได้
สำหรับวิธีการฉีดนั้น ไม่ว่าจะฉีดด้วยอะไรก็ตามคนไข้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงปลายจมูกได้ แก้ไขได้เฉพาะแค่ตรงสันจมูกเท่านั้น
แพทย์แนะนำ
คนไข้ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าอยากทำเพราะอะไร ปัญหาที่ไม่ชอบใจจมูกตัวเองคือตรงไหน แล้วมาปรึกษากับแพทย์ว่าสิ่งที่คนไข้ต้องการนั้น แพทย์สามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าแพทย์ที่มีประสบการณ์ก็จะสามารถบอกได้เลยว่าตรงนี้ได้ตรงไหนไม่ได้ สิ่งสำคัญคือต้นทุนเดิมที่มีอยู่ นั่นคือทรงจมูกเดิมนั่นเอง ....
ขอขอบคุณ เอเชียคลินิคและ kapook.com
วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556
อาการหมดรักของผู้ชาย
เชื่อว่าสาวๆหลายๆท่านอยากจะเช็คสถานะตัวเองกับแฟนของเราว่าเค้ายังรักเราหรือว่าหมดรักเราไปแล้ว ....วันนี้ brightandbelle blog มีอาการแสดงต่างๆที่บ่งบอกว่าเขาคนนั้นของคุณกำลังหมดรักคุณหรือเปล่ามาฝาก...........มาลองดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
สัญญาณเตือนที่ 1 เขาไม่ได้โทรศัพท์หาคุณ มาหลายวันแล้ว
ถ้าสำหรับคนที่ปกติโทรหากันทุกวัน และจู่ๆ เขาก็โทรหาน้อยลงๆ เรื่อยๆ หรือขาดการติดต่อไป เป็นเวลาหลายวัน นี่เป็นสัญญาณเตือนลำดับแรก ที่จะบอกให้คุณรู้ว่า เขาต้องมีอะไรผิดปกติไปจากเดิมแน่ๆ
สัญญาณเตือนที่ 2 หาเรื่อง ชวนทะเลาะ
ถ้าจู่ๆ เขาเกิดไม่พอใจในเรื่องบางเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาสามารถยอมรับเรื่องเดียวกันนี้ได้ และหนำซ้ำยังหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นโต้เถียง สาดน้ำลายใส่คุณ นี่เป็นสัญญาณเตือน ว่าเขาไม่มีความสุขที่จะอยู่กับคุณแล้ว บางทีคุณอาจจะถามเขาตรงๆ ไปเลยก็ได้ว่า ที่ชวนทะละกันอย่างนี้ เพราะไม่ได้รู้สึกดีต่อกันเหมือนเดิมแล้วใช่ไหม?
สัญญาณเตือนที่ 3 เขากลายเป็นคน ที่มีเงื่อนงำมากขึ้น
อย่างเช่น เขาไม่บอกคุณเหมือนแต่ก่อน ว่าเขากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ไปกับใคร หรือโทรศัพท์คุยกับใครบ้าง ต้องรอให้คุณถามเอง ถึงจะยอมบอก บางทีเขาเลิกงาน ในวันทำงานแล้ว ก็หายวับ ไปเป็นชั่วโมง ถึงจะติดต่อกลับมา โดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นซักนิด
สัญญาณเตือนที่ 4 เขาเลิกพูดไปเลย กับ คำว่า เรา แต่เปลี่ยนมาใช้ แต่คำว่า ผม แทน
คุณ เคยนั่งด้วย ด้วยกัน และวางแผนกันว่า เราจะไปเที่ยวด้วยกันนะ – เราจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ด้วยกันนะ แต่ตอนนี้ เขามาเปลี่ยนเป็นพูดว่า อืม.. ผมจะไปทำไอ้นั่นล่ะนะ พูดถึงแต่ตัวเอง ว่าอยากจะไปทำอะไรคนเดียว แสดงว่า เขาไม่รู้สึกดี ที่อยากจะให้คุณมาทำอะไรร่วมกันอีกแล้ว
สัญญาณเตือนที่ 5 เขาไปเที่ยวกับเพื่อน มากกว่า ให้เวลากับคุณ
ถ้าแต่ก่อน คุณเป็นคนแรกที่สำคัญที่สุด ในชีวิตของเขา แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นว่า คุณต้องทะเลาะกัน เพราะไม่ว่าเวลาไหน เขาก็มักจะไปเที่ยวกับเพื่อนตลอด ความรู้สึก รัก ที่เขามีให้คุณเริ่มลดน้อยลงแล้วล่ะ
สัญญาณเตือนที่ 6 บรรยากาศเงียบเชียบ พูดกันน้อยลง
หากคุณเคยกัน ด้วยเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย เรื่องหมูหมากาไก่ เรื่องของคนข้างบ้าน ตลอดจนเรื่องละครหลังข่าว แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นว่า เขาไม่มีความคิดเห็น ได้แต่ตอบเพียงว่า อืม ใช่ เหรอ จากที่เคยพูดกันเยอะๆ เขาก็แทบไม่อยากจะคุยกับคุณนานๆ
สัญญาณเตือนที่ 7 เพื่อนๆ รอบตัวคุณ เริ่มถามคุณแล้วล่ะว่า ระหว่างคุณกับแฟน มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
เพื่อนสนิทคุณ เริ่มสังเกตเห็นความห่างเหิน ระหว่างคุณกับแฟนของคุณ อย่างเห็นได้ชัด และต่างถามคุณด้วยความเป็นห่วงว่า คุณกับเขายังรักกันดี หรือเปล่าเนี่ย
สัญญาณเตือนที่ 8 เขาวิจารณ์หรือตำหนิคุณ มากขึ้นกว่าเดิม
อย่างเช่น บอกคุณว่า คุณแต่งตัวไม่สวยเอาซะเลย (ทั้งๆ ที่ นี่มันชุดเดิมที่เขาเคยชมว่าสวยนี่หว่า) หรือตำหนิ คุณในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่เขาเคยชินกับมันมาตั้งนานแล้ว และไม่เคยว่าคุณมากก่อน
สัญญาณเตือนที่ 9 ไม่คิดถึงกัน สัญญาณนี้แน่นอนเลยค่ะ ไม่ใช่แค่การคิดถึงแบบว่าอยากจะเจอหน้าสุดที่รักตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ใช่การส่งข้อความหวานๆ พร่ำเพ้อละเมอหา หรือจะรายงานตัวตลอดทุกๆ ครึ่งชั่วโมง แต่เป็นการคิดถึงเรื่องราวความเป็นไปของอีกฝ่าย อย่างเช่น เดินผ่านร้านอาหารอร่อยๆ คิดอยากที่จะชวนคุณไปกิน เห็นรองเท้า กระเป๋าใบสวยคิดอยากจะซื้อไปฝาก เป็นห่วงเวลาที่ฝนตกกลัวอีกฝ่ายจะกลับบ้านลำบาก นี่คือการ “คิดถึง” ที่จะสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของคนที่ยังรักกัน
สัญญาณเตือนที่ 10 ไม่อยากเจอ…ถ้าหากว่าในหนึ่งอาทิตย์ คุณและเขามีเหตุที่ทำให้ไม่ได้เจอกัน แต่ดันไม่มีใครรู้สึกทุกข์ร้อนอยากที่จะเจอกันอีกเสียด้วย ทำเหมือนว่า ถ้าหากใครสักคนหายไป ก็อีกหลายวันกว่าจะรู้สึกตัว
สัญญาณเตือนที่ 11 บทสนทนาจืดและฝืด ไม่มีเรื่องที่จะคุยกัน ถกเถียง ปรึกษาปัญหาต่างๆ เวลาที่เจอกัน อยู่ด้วยกัน คุณมักจะได้ยินเสียงความเงียบดังขึ้นมาผิดปกติ ความเงียบที่ไม่ใช่ความสงบ แต่กลับเป็นความหงอยเหงาจืดจาง หรือไม่ คุณก็ต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องอะไรสักอย่างขึ้นมาพูด เพื่อที่จะเติมช่องว่างอยู่เสมอๆ นี่แหละค่ะที่จะสร้างความเบื่อหน่ายในระยะยาว
สัญญาณเตือนที่ 12 ลืมวันสำคัญๆ ของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น วันเกิด วันครบรอบต่างๆ หรือแม้กระทั่งวันวาเลนไทน์ ก็ไม่กระตุ้นเส้นประสาทส่วนไหนเอาซะเลย ยิ่งพอถึงวันปีใหม่ยิ่งทำให้เบื่อหน่าย อยากที่จะทำงานมากกว่าไปเที่ยวด้วยกันซะอีก ที่สำคัญ เมื่อพบว่าอีกฝ่ายก็ลืมวันสำคัญของเราเหมือนกัน แต่เรากลับไม่รู้สึกว่าเค้าทำอะไรผิด หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ เราก็ไม่ได้คาดหวังว่า เค้าจะจำวันสำคัญนี้ได้ด้วยซ้ำ
เป็นยังไงบ้างคะ ตรงบ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็อย่าไปใส่ใจค่ะผู้หญิงอย่างเราสวยๆเริ่ดๆไว้เด่วก็มีคนดีๆเข้ามาใหม่ค่ะอย่าไปแคร์.....
ขอขอบคุณ พันทิปดอทคอม
วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
จุดไหน... ‘เร้าใจ’ ไวต่อความรู้สึก
จุดที่เสียวที่สุดของผู้หญิง
สวัสดีค่ะ วันนี้ brightandbelle blogได้รวบรวมเอาจุด ต่างๆ10 ตำแหน่งที่ถือว่าเป็นจุด อ่อน ของคุณผู้หญิง เท่าที่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จุดดังกล่าว ถ้าได้รับการกระตุ้น อย่างถูกวิธี ไม่ว่ารายไหนรายนั้นเป็นได้เรื่อง.......
10.บริเวณต้นขาด้านใน
ต้น ขาด้านในเป็นตำแหน่งที่มีปลายเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงมาก
การได้รับการกระตุ้นอย่างแผ่วเบาไม่ว่าจากการ ลูบไล้ หรือ โลมเลีย
สามารถจุดประกายอารมณ์ ของคุณผู้หญิง ให้เตลิดเปิดเปิงไปได้ ตำแหน่งนี้
อาจจะลดต่ำลงมาถึงบริเวณข้อพับเข่าด้านหลัง
แต่อย่าลืมนะเนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวไวต่อความรู้สึกมาก การหยิก
จิกเนื้อเพียงเบาๆ อาจจะทำให้ เกิดอาการเจ็บได้อย่างมาก คุณผู้ชาย ที่กำลัง
เมามันอย่าเผลอ ไปกัดเอาเนื้อบริเวณนี้เข้า ก็แล้วกัน
9.ข้อพับเข่า
พบ ว่า ตำแหน่งนี้เป็นอีกตำแหน่ง คุณผู้ชายอาจจะคาดไม่ถึง ตำแหน่งนี้
จะไวมากต่อการ สัมผัสกับลมเป่าหรือการแทะเล็มเบาๆจากริมฝีปาก
รับรองคุณผู้ชายจะคาดไม่ถึง ถึงอาการและปฏิกิริยาตอบสนองจากฝ่ายหญิง
ผมให้ลับตานึกภาพกันเอาเอง
8.แก้มก้น
แน่ นอนผู้หญิงส่วนใหญ่ ชอบที่จะให้ มีการนวดคลึงบีบเค้นบริเวณแก้มก้น
ระหว่างมีบทรัก บ้างก็ชอบให้ใช้ความแผ่วเบา จากริมฝีปาก ของฝ่ายชายลูบไล้
ไปมา บ้าง ก็ชอบให้ใช้ส่วนอื่น..มาสัมผัส คุณคงจะเคยเห็น
ในภาพยนตร์ฝรั่งอยู่บ่อยๆ ที่มีการ ฉายภาพ Close up
เข้ามาที่มือของพระเอกในขณะที่ กำลังบีบเค้น แก้มก้น ของนางเอก
ในฉากเต้นรำกลางงานเลี้ยงที่หรูหรา การบีบเค้น นัยว่า จะทำให้ฝ่ายหญิง
รู้สึกเคลิ้มสบายและผ่อนคลายมากกว่า การจะปลุกสร้างอารมณ์ที่ตื่นเต้น
แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้ถือเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะสร้างความอุ่นใจ
และ และพิสูจน์ความไว้ใจและมอบใจจากฝ่ายหญิง
ให้ฝ่ายชายได้เป็นอย่างดีหากไม่มีการปัดป้องจากฝ่ายหญิง
7.ซอกต้นคอ
การ กระตุ้นด้วยลมหายใจ ร่วมกับ เสียงครวญเบาๆ ที่ตำแหน่งต้นคอ
ไล่เรียงไปจากด้านข้างสู่ด้านหลัง ขณะที่มือคุณ
ให้การสัมผัสที่ชายผมบริเวณท้ายทอย
สามารถสร้างอารมณ์ตื่นเต้นและความต้องการ ขึ้นมาได้อย่างทันที
ราวกับการจุดผลุอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิดทะยานพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่าง
ฉับพลัน
6.ใบหู
การ ใช้ริมฝีปาก ลิ้น กระตุ้นที่ใบหูอย่าง แผ่วเบา ร่วมกับ การ
หายใจเป่าลมเข้าไปในรูหูอย่างเบาๆและต่อเนื่องสักระยะ หรืออาจจะเปลี่ยน
เป็น เสียงกระซิบกระซาบ แบบอาศัยลมเป่าจากการกระซิบ ทำให้ผู้หญิง นักต่อนัก
สะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ รายไหนรายนั้น เสียงกระซิบอย่างแผ่วๆ
ต้องเป็นเนื้อหา ที่จะให้อารมณ์คล้อยไปด้วยนะ อย่ากระซิบเป็นอันขาดว่า
ที่รักคุณน่าจะแคะขี้หูหน่อยนะ
ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างขึ้นมาให้เห็นเท่านั้นเองว่าเนื้อหา
ของการกระซิบควรจะเป็นเนื้อหาที่สร้างอารมณ์มากกว่า การดับอารมณ์
5.เท้า
ผู้หญิง จำนวนไม่น้อยเลยชอบที่จะได้รับการ สัมผัส บีบนวดที่ เท้า เกาที่
ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า และ ข้อเท้า การ บีบเค้นนวดที่ส้นเท้า
จะช่วยสร้างอารมณ์ อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ได้ผลชะงัด การกระตุ้น
ที่บริเวณนี้ ผู้ชายบางคนอาจจะใช้ริมฝีปากจิก กัด ที่ปลายนิ้วเท้า
ของผู้หญิง ระหว่างที่หญิงกำลังใช้จินตนาการในการ สร้างอารมณ์
หากคุณจะใช้ริมฝีปากประทับไปที่ฝ่าเท้า คุณต้องมั่นใจในความสะอาด
เรื่องนี้ผู้ชายบางคนถึงกับ ต้องให้มีการชำระล้างอาบน้ำก่อนทุกครั้ง
4.ข้อมือ
ผู้ชาย หลายคน คงต้องตกใจ ถ้าผมบอกว่า ข้อมือ เป็นจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์
อีกแห่งที่ฝ่ายชายอย่าละเลย คุณไม่เชื่อ ลองครั้งต่อไป ของคุณลอง
ประเล้าประโลม (Foreplay) ที่บริเวณข้อมือ ดูนะ ไม่ว่าจะจาก การ สัมผัส
ลูบไล้ด้วยมือ หรือ ประทับ ด้วยริมฝีปาก กัดเบาๆด้วยริมฝีปากหรือฟัน หน้า
ของคุณ รับรองว่า จะเห็นผลอย่างคาดไม่ถึง
3.ถันและยอดถัน
จุด นี้ คงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย ทุกคนคงทราบดี
ต่างกันที่วิธีการเท่านั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบและพึงพอใจ
กับการถูกกระตุ้นที่ตำแหน่งนี้ ด้วยการการใช้ปาก ดูด (Sucking)
เลีย(Licking) กัดเล็ม (Bitting) คุณผู้ชายอาจจะต้องเรียนรู้ในคู่ของตัวเอง
ไปว่าพึงพอใจแบบใดมากที่สุด อย่าลืมอย่างนะ
ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบความรุนแรงแบบตะกละตะกลาม กับอวัยวะส่วนนี้ของตน
2.อวัยวะเพศ ที่ คลิตอริส
ไม่ ว่าการใช้ปาก ลิ้น นิ้วมือ สามารถ ทำให้
เกิดความพึงพอใจถึงขีดสูงสุดได้ และยิ่งถ้าคุณได้เรียนรู้ถึงตำแหน่ง G-spot
ของฝ่ายหญิงด้วย การกระตุ้นที่จุดนี้ นำไปถึงซึ่งความสุขแบบสุดยอด ได้เลย
และตำแหน่งที่จัดว่าเป็นอันดับหนึ่งคือ
1.ริมฝีปาก
คุณ ผู้ชายอาจจะต้องเรียนรู้ในการกระตุ้นที่จุดนี้ให้มากที่สุด การใช้
ริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง ลิ้น ฟัน ประทับ จิก กัด ลิ้นไล้เลีย
หรือแม้แต่การดูด เบาๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก numwan.com
วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556
รักษาสิวด้วยหัวหอม
ทราบหรือไม่คะว่า หัวหอมที่ชอบทานกันนั้น สามารถนำมารักษาสิวได้ วันนี้เรามีเกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกัน…
ในหัวหอมสดประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Vilatile Oil) ซึ่งประกอบด้วยไดอัลลิน
ไตรซัลไฟต์ (Diallyn Trisulfide) เช่นเดียวกับที่พบในกระเทียม
นอกจากนี้ยังมีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน
(Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin)
ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย
ลดไขมันเส้นเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ
ทำให้เจริญหาอาหารและช่วยย่อยอาหาร
นอกจากนั้นยังพบอีกว่าในหัวหอมยังมีสารฟอสฟอรัสในปริมาณสูง
ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีอีกด้วย
ประโยชน์ของหัวหอมนอกจากบำรุงร่างกายแล้วยังรักษาสิวได้อีกด้วย
วิธีทำ คือ ทุบหรือฝานหัวหอมแดงให้เป็นแว่นบาง ๆ ใช้ทาบริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือ จุดด่างดำ ไม่กี่สัปดาห์ สิว ฝ้า หรือจุดด่างดำ ก็จะหายไป
ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้จ้าาา
ขอขอบคุณ www.helthcornner.com
ประโยชน์ของหัวหอมนอกจากบำรุงร่างกายแล้วยังรักษาสิวได้อีกด้วย
วิธีทำ คือ ทุบหรือฝานหัวหอมแดงให้เป็นแว่นบาง ๆ ใช้ทาบริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือ จุดด่างดำ ไม่กี่สัปดาห์ สิว ฝ้า หรือจุดด่างดำ ก็จะหายไป
ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้จ้าาา
ขอขอบคุณ www.helthcornner.com
มาลดต้นแขนแบบง่ายๆกันเถอะ
ในยุคที่สายเดี่ยวอาละวาดทั่วประเทศแบบนี้
นอกจากจะต้องมีหุ่นเพรียวลมแล้ว ต้นแขนก็ต้องเล็กชวนชมด้วย
แต่ถ้าหากต้นแขนคุณใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ
จะได้ชวนดูขึ้นมาบ้าง วิธีการลดต้นแขน และไขมันบริเวณด้านข้างหน้าอก
พร้อมกับบริเวณหลังนั้นมีทั้งหมดสามขึ้นตอน อาจจะดูลำบากเล็กน้อย
แต่คุณต้องอดทน นึกภาพวันที่คุณมีหุ่นสลิมใส่สายเดี่ยวเข้าไว้
มาเริ่มกันเลย
ซึ่งวันนี้เรามีวิธีง่ายๆโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆเราก็สามารถทำได้ตลอดเวลาค่ะ
1. ยืนตรง ขาแยกจากกันเล็กน้อย ค่อยๆ ยกแขนขึ้นกางไปทางด้านข้าง เหยียดแขนให้ตึง และตรง กำมือไว้ให้แน่น แล้วหมุนแขนเป็นวงแคบๆ จะต้องหมุนเร็วๆ โดยเหวี่ยงไปทางด้านหลัง นับ 1 - 20 แล้วทิ้งแขนลงข้างลำตัว เพื่อพักสักนิด
2.แล้วทำต่อสลับพักอีก 5 ชุด (ให้ได้ครบ 100 ครั้ง) การหมุน ให้หมุนทั้งแขนอย่าหมุนแค่ข้อมือ
ง่ายใช่มั้ยละคะ ท่านี้ งั้นอย่าลืมเอาลองไปทำกันดูนะคะ =^-^=
ซึ่งวันนี้เรามีวิธีง่ายๆโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆเราก็สามารถทำได้ตลอดเวลาค่ะ
1. ยืนตรง ขาแยกจากกันเล็กน้อย ค่อยๆ ยกแขนขึ้นกางไปทางด้านข้าง เหยียดแขนให้ตึง และตรง กำมือไว้ให้แน่น แล้วหมุนแขนเป็นวงแคบๆ จะต้องหมุนเร็วๆ โดยเหวี่ยงไปทางด้านหลัง นับ 1 - 20 แล้วทิ้งแขนลงข้างลำตัว เพื่อพักสักนิด
2.แล้วทำต่อสลับพักอีก 5 ชุด (ให้ได้ครบ 100 ครั้ง) การหมุน ให้หมุนทั้งแขนอย่าหมุนแค่ข้อมือ
ง่ายใช่มั้ยละคะ ท่านี้ งั้นอย่าลืมเอาลองไปทำกันดูนะคะ =^-^=
ขอขอบคุณ คุณ pairwaka www.pantip.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






